รวบแล้ว หนุ่มฆ่าแฟนสาวคาห้องพัก อ้างฉุนไม่ยอมให้ร่วมหลับนอน

ตำรวจตามรวบตัวผู้ต้องหา ฆ่าแฟนสาววัย 40 ปี อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง เสียชีวิตคาห้องพัก ได้ที่ จ.ชัยนาท ผู้ต้องหารับสารภาพ อ้างวันเกิดเหตุตนเมาสุรา และไปหาผู้ตายเพื่อขอหลับนอนด้วย แต่ผู้ตายไม่ยอม จึงบันดาลโทสะ บีบคอแฟนสาวจนตาย

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvODIzLzQxMTk3NjIvMC5qcGc=
จากกรณีพบศพ น.ส.ชนัญธิดา หรือ นุ้ย อายุ 41 ปี อาชีพรับเหมางานก่อสร้าง และงานตกแต่งบ้าน ถูกคนร้ายฆ่าตายคาห้องพักในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง พื้นที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นแนวทางการสืบสวนของตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นนายศักดิ์ดา หรือ ปอง อายุ 34 ปี ช่างเฟอร์นิเจอร์ เพื่อนชายที่ผู้ตายคบหากันมาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ความคืบหน้า วันที่ 3 พ.ย. พ.ต.ท.เทอดไทย สุขไทย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่าหลังเกิดเหตุตำรวจได้สืบสวน และรวบพยานหลักฐาน จึงทราบว่าคนร้ายคือนายศักดิ์ดา เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุ จึงได้ของศาลอนุมัติหมายจับ จากแนวทางการสืบสวนทราบว่านายศักดิ์ดาหลบหนีไปกบดานที่บ้านแฟนเก่า พื้นที่ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท จึงนำกำลังชุดสืบสวนติดตามจับกุมนายศักดิ์ดาเอาไว้ได้

จึงควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่า น.ส.ชนัญธิดา เสียชีวิต เมื่อช่วงสายวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหาอ้างว่าก่อนเกิดเหตุได้ดื่มเหล้าที่บ้าน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี จนเมาแล้วได้ขี่รถจักรยานยนต์มาหาแฟนสาวที่อพาร์ตเมนต์ ที่ผู้ตายเช่าอยู่ จากนั้นได้ขอมีเพสสัมพันธ์กับแฟนสาวด้วย แต่แฟนสาวไม่ยินยอมร่วมหลบนอนด้วย เนื่องจากผู้ต้องหาเมามา และผู้ตายบอกว่าเหม็นกลิ่นเหล้า

จนกระทั่งทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกัน นายศักดิ์ดาโมโหและบันดาลโทสะใช้มือบีบคอ น.ส.ชนัญธิดา หรือ นุ้ย แฟนสาวจนเลือดออกที่หูแล้วเสียชีวิต จากนั้นได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนติดตามจับกุมตัวได้ ที่ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

ล่าสุดเวลา 14.30 น. วันนี้ (3 พ.ย.) พ.ต.ท.เทอดไทย สุขไทย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรี พ.ตท.วิเชียร ทะน้อม สารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวนควบคุมตัวนายศักดิ์ดา ไปนำชี้จุดเกิดเหตุที่อพาร์ตเมนต์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จากนั้นได้ควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ด้าน พ.ตท.วิเชียร ทะน้อม สารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา

กรมอุตุฯ ยืนยัน ไม่มีพายุ 3 ลูก จ่อเข้าไทย

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzY5LzM4NDU1NzAvOS5qcGc=

สำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่้อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงข่าวเรื่อง เตือนภัย พายุจ่อเข้าไทย 3 ลูกซ้อน โดยระบุว่า ตามที่ นักวิชาการ และสื่อบางรายการ ได้มีการนำแบบจำลองสภาพอากาศจากคอมพิวเตอร์ มาคาดการณ์การเกิดพายุหมุนเขตร้อนล่วงหน้า ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ โดยระบุว่า จะมีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 3 ลูก และมีผลกระทบทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมเพิ่มเติม จากปัจจุบัน กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการติดตามและแจ้งเตือนภัย มีข้อแนะนำแก่ประชาชนและชี้แจงดังนี้ คือ

การทำงาน ติดตาม และพยากรณ์อากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา มีการนำผลการตรวจอากาศที่เกิดขึ้นจริง และการใช้ข้อมูลดาวเทียมในการวิเคราะห์สภาพอากาศ และยังได้มีการใช้แบบจำลองสภาพอากาศจากคอมพิวเตอร์ของประเทศไทย และจากศูนย์พยากรณ์อากาศชั้นนำจากประเทศต่างๆ มาสังเคราะห์และเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ข้อมูลถูกต้องที่สุด เนื่องจากแบบจำลองสภาพอากาศจากคอมพิวเตอร์จะมีความคลาดเคลื่อนและถูกต้องน้อยลง เมื่อระยะเวลาพยากรณ์นานขึ้นเรื่อยๆ
จากการวิเคราะห์สภาพอากาศปัจจุบัน (วันที่ 12 ตุลาคม 2560) พบว่าในช่วงวันที่ 12-14 ตุลาคม 2560 บริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวเบงกอล ไม่มีพายุก่อตัวขึ้น เป็นเพียงหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมทางด้านประเทศเมียนมา และไม่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งภาคใต้จะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประจำฤดูเท่านั้น บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีร่องมรสุมพาดผ่านทำให้มีฝนตกต่อเนื่องในระยะนี้ อาจส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม ที่มีน้ำท่วมขังอยู่แล้ว ในช่วงวันที่ 15-17 ตุลาคม 2560
จากวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุด คาดว่า จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านทะเลจีนใต้ เข้ามาบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน แต่เนื่องจากความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาบริเวณประเทศเวียดนามในช่วงดังกล่าว ทำให้พายุนี้จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว และไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรง

สำหรับในระยะนี้บริเวณประเทศไทยยังมีร่องมรสุมพาดผ่าน ประกอบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้หลายพื้นที่หลังจากวันที่ 17 ตุลาคม 2560

การวิเคราะห์ผลจากแบบจำลองสภาพอากาศ (ข้อมูลแบบจำลองวันที่ 12 ตุลาคม 2560) พบว่า ยังมีโอกาสที่จะมีพายุก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ แต่เนื่องจากข้อมูลจากแบบจำลองจะมีความถูกต้องน้อยลงมากเมื่อระยะเวลาพยากรณ์นานขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงไม่มีศูนย์พยากรณ์ใดที่สามารถยืนยันข้อมูลว่า มีความถูกต้องเพียงใด แต่จะเป็นสัญญาณให้นักอุตุนิยมวิทยาเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานต่างๆ ได้มีการประชุม วิเคราะห์ข้อมูล และติดตามสถานการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงขอให้ประชาชน ติดตามข้อมูลการพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยจากหน่วยราชการเท่านั้น ในการประกาศแจ้งเตือนจะมีรายละเอียด วันและเวลาที่แน่นอน

และขออย่าได้ตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ได้มาจากผู้ทำงานรับผิดชอบโดยตรง หรือการส่งต่อกันตามสื่อออนไลน์ต่างๆ และสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วน 1182 และหมายเลขโทรศัพท์ 0 2399 4012-3 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา

ดับสยอง ! โชเฟอร์แท็กซี่ซิ่งเสยท้ายรถ 10 ล้อ จอดเสียกลางสะพานภูมิพล ผู้โดยสารเจ็บสาหัส

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzY0LzM4MjE5NjYvMTAuanBn

รถแท็กซี่พุ่งเสยท้าย บรรทุก 10 ล้อ จอดเสีย กลางสะพานภูมิพล ผู้โดยสารเจ็บสาหัส 2 คน ส่วนโชเฟอร์แท็กซี่ดับสลดคาพวงมาลัย

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูพร้อมอุปกรณ์เครื่องตัดถ่างกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 3 ราย ที่ติดอยู่ในรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้าสีชมพู ทะเบียน ทว-4535 ที่สภาพพุ่งชนท้ายรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ยี่ห้อ ฮีโรสีขาว ทะเบียน 72-4583 กทม. ที่จอดเสียอยู่บนสะพานภูมิพล 1 ทางลงไปถนนพระราม 3 อยู่เลนขวา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย คือ นายพิศาล อายุ 62 ปี และนางสาววรรณา อายุ 61 ปี เป็นผู้โดยสาร และพบผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายสำราญ อายุ 59 ปี เสียชีวิตคาที่ตรงเบาะนั่งคนขับ

ทางด้านร้อยตำรวจเอกพิพัฒน์ แป้งหอม รองสาวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพางได้สอบถามผู้เห็นเห็นการณ์ ได้เล่าให้ฟังว่า มีรถบรรทุก 10 ล้อ ได้จอดเสียอยู่เลนขวาสุดสาเหตุจากเกียร์หลุดตั้งแต่ประมาณ 03.30 น. จนมาตอนเกิดเหตุเพราะเป็นทางลงจากสะพานและเป็นทางโค้งแล้วอาจมาด้วยความเร็วไม่สามารถควบคุมรถและหยุดรถไว้ได้จึงทำให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

ทางตำรวจจึงพร้อมด้วยแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาตรวจสอบที่เกิดเหตุและชันสูตรเบื้องต้น ก่อนให้มูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต จากนั้นมอบศพให้ญาติรับกับไปดำเนินพิธีตามศาสนาต่อไป

10 ล้อพุ่งชนกำแพงโรงงาน กวาดจยย.- เก๋ง 37 คัน พังยับ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzYyLzM4MTAxNjIvMTAuanBn

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระพุทธบาท เข้าตรวจสอบอุบัติเหตุรถบรรทุกสิบล้อ เสียหลักพุ่งชนกำแพงโรงงาน ถ.หน้าพระลาน-บ้านครัว ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ก่อนจะชนกวาดรถจักรยานยนต์ รถยนต์เก๋งกระบะ 37 คัน พังเสียหาย

จากการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า รถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าว ลงมาจากเนินเขา และขับลงมาด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้ชนเข้ากับกำแพงตาข่าย ก่อนจะพุ่งชนกับรถจักรยานยนต์ รถกระบะ และรถเก๋ง ที่จอดอยู่ในพื้นที่ของโรงงาน พังเสียหาย 37 คัน และชนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคล้ม 1 ต้น เสาไฟฟ้าของทางโรงงานพังเสียหาย 2 ต้น

ส่วนคนบาดเจ็บ คือ นายวันชัย อายุ 34 ปี ชาว จ.สระบุรี ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกสิบล้อได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.พระพุทธบาท แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานกับทางโรงพยาบาล ขอให้ตรวจหาสาเสพติดและและตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ด้วย

ทางด้าน ร.ต.อ.อำนวย พูนผล ร้อยเวรสอบสวน สภ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ได้รับแจ้งเกิดเหตุรถบรรทุก 10 ล้อ ทะเบียน 84-6999 สระบุรี บรรทุกหินคลุกพุ่งชนกำแพง โรงงาน ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท โดยกำแพงดังกล่าวมีลักษณะเป็นคอนกรีตส่วนด้านบนเป็นลวดตาข่าย ซึ่งบริเวณที่รถบรรทุกพุ่งเข้าชนนั้นคือลานจอดรถของโรงงาน ทำให้มีรถกระบะ และ รถเก๋ง ได้รับความเสียหาย 11 คัน

นอกจากนี้ ยังมีรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายอีก 26 คันด้วย ภาพรวมพบมีรถที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถึง 37 คัน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังเจ้าของรถเพื่อให้เข้าตรวจสอบทรัพย์สินเรียบร้อยแล้ว โดยกำลังอยู่ระหว่างประเมินราคา

ทั้งนี้ คาดว่าภายในเวลาไม่เกิน 14.00 น. จะสามารถเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมได้ อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำคนขับรถบรรทุก 10 ล้อ ที่ได้รับบาดเจ็บ ทราบว่าขณะขับขี่ได้เกิดอาการวูบ ประกอบกับในพื้นที่เกิดเหตุไม่พบรอยเบรค เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่าน่าจะมาจากอาการหลับใน

บึ้ม ร้านซักอบรีดพังราบ เด็ก-ผู้หญิง เจ็บ 7 ราย

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzYxLzM4MDk1NTQvNDguanBn
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดภายในอาคารพาณิชย์มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย บริเวณ ซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 32 หมู่ 2 ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานเจ่าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น มี 10 คูหา ทึ่คูหาที่ 4 เป็นร้านซักอบรีด สภาพด้านหน้าร้านมีเศษวัสดุกระจายเต็มพื้น สภาพร้านพังยับ เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ติดอยู่ภายในอาคารเจ้าหน้าที่ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเร่งช่วยเหลือ

เบื้องต้ น มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 7 รายเป็นเด็กชาย 2 ราย นำส่ง รพ.กรมชลประทาน ปากเกร็ด เป็นผู้ใหญ่เพศหญิง 5 ราย นำส่ง รพ.เวิลเมดดิคอลเซนต์เตอร์ 1 ราย รพ.มงกุฎวัฒนะ 2 ราย และรพ.กรมชลประทาน 2 ราย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากเครื่องอบผ้าภายในร้านระเบิด แรงระเบิดทำให้อาคารได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง โดยจะมีการประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานร่วมตรวจสอบต่อไป

พบศพชายวัย 50 แต่งกายดี ผูกคอดับปริศนา

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzUyLzM3NjMyNzQvMi5qcGc=

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 5 ต.ค.60 ร.ต.อ.ปรีชา ทองหยวก รอง สว.สอบสวน สภ.ปลายบาง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งมีชายผูกคอเสียชีวิตภายในอาคารพาณิชย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หมู่ 2 ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรุดเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นลักษณะอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น 10 คูหายังไม่มีเลขที่บริเวณชั้นล่างพบร่างของชายไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 50-55 ปี ผิวขาวแต่งกายดีสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์สีดำรองเท้าหนังสีดำ ใช้เชือกผูกคอตัวเองกับราวบันไดชั้น 2 เสียชีวิต

และยังพบเสื้อโปโลแขนสั้นสีเขียว กางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน รวมถึงกระเป๋าเป้สะพายวางอยู่ที่ชั้น 2 อีกทั่งพบสมุด 1 เล่มโดยมีการเขียนข้อความไว้พร้อมกับลายเซ็น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบภายในตัวแล้วไม่พบเอกสารใดที่ระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต มีเพียงเงินสดจำนวน 70 บาท ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงเท่านั้น จึงได้ทำการเก็บสิ่งของทั้งหมดที่พบไว้เพื่อทำการตรวจสอบ

จากการสอบถาม หัวหน้าคนงาน ให้การว่า ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวไม่เคยพบเห็นและไม่ใช่คนงาน โดยล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากคนงานทุกคนเลิกงานก็ต่างคนต่างกลับบ้านพัก ซึ่งระหว่างนั้นก็ยังไม่มีการพบศพชายคนนี้แต่อย่างใด จนกระทั่งวันนี้เช้าคนงานกำลังเข้ามาทำงานตามปรกติ ก็ต้องตกใจที่พบศพชายนั้นผูกคอเสียชีวิตอยู่ในตัวอาคาร โดยไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบทันที

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบปากคำหัวหน้าคนงาน รวมถึงคนงานทุกคนไว้โดยคนงานให้การไปในทางเดียวกัน ว่าไม่เคยพบเห็นหรือรู้จักผู้ตายมาก่อน จึงได้สันนิษฐานว่าผู้ตายน่าจะเป็นบุคคลที่มาจากสถานที่อื่น และเครียดปัญหาเรื่องส่วนตัว อาจจะเป็นไปได้ว่าช่วงค่ำคืนที่ผ่านมามีฝนตกเป็นเหตุให้ผู้ตายมานั่งหลบฝนและเกิดคิดสั้นใช้เชือกผูกคอตัวเองกับราวบันไดจนเสียชีวิต

แต่อย่างไรก็ตามจะต้องนำลายนิ้วมือไปตรวจสอบประวัติหาชื่อผู้ตาย เพื่อติดตามญาติให้ทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว จากนั้นจึงได้มอบผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิต เพื่อชันสูตรต่อไป

สลด ! ลุงพิการตาบอดวัย 72 ปี พลัดตกตึกชั้น 4 ดับคาที่

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzUwLzM3NTEyNjYvMi5qcGc=

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 4 ต.ค.60 ร.ต.อ.ศุภโชค พ่อค้าไทย ร้อยเวร สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีคนพลัดตกจากที่สูงเสียชีวิต อาคารที่พักแห่งหนึ่ง ห้าแยกปากเกร็ด ตึก 2 อาคาร 132 ชั้น 4 หมู่ 2 ถนนติวานนท์ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูงทั้งหมด 5 ชั้น ด้านหลังอาคารพบผู้เสียชีวิตนอนคว่ำอยู่กับพื้น ไม่สวมเสื้อ สวมกางเกงขาสั้น กะโหลกศีรษะเปิด ทราบชื่อคือ นายราชันต์ อายุ 72 ปี เป็นผู้พิการตาบอด อยู่บ้านหมู่ 3 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

จากการสอบสวน น.ส.เจริญศรี อายุ 45 ปี ลูกสาว และนายนิพนธ์ อายุ 15 ปี หลานชาย ทราบว่าตนทั้ง 3 คน นั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น จากนั้นผู้เสียชีวิตได้เดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องด้านหลัง ก่อนได้ยินเสียงดังคล้ายของหล่น จึงได้เดินไปดูพบว่าผู้เสียชีวิตได้พลัดตกลงไปด้านล่าง จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในอาคาร คาดว่าน่าจะมองไม่เห็นทำให้พลัดตกอาคารดังกล่าว หลังจากนี้จะสอบปากคำลูกสาวและหลานอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นได้มอบร่างให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งสถาบันนิติวิยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ รังสิต เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

ลุงช่วยตัวเองโชว์หญิงในห้องอบชายวัยกลางคนใช้บริการอบสมุนไพร ควักช่วยตัวเองโชว์ผู้หญิง วงแตก แจ้งตำรวจจับ

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzM4LzM2OTE3ODYvMTUuanBn (1)

ปฏิเสธชุลมุนว่า ไม่ได้ทำอะไร เพียงมาอบสมุนไพรเท่านั้น ด้านเจ้าของร้านไม่เชื่อ เพราะผู้หญิงทุกคนให้การเป็นเสียงเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ก.ย. 60) ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 สภ.เมืองตราด ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายภายในร้านอบสมุนไพรแห่งหนึ่งใน อ.เมืองตราด ว่า มีชายก่อเหตุอนาจารต่อหน้าผู้หญิงที่กำลังอบสมุนไพรอยู่ภายในร้าน หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองตราด เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเดินทางไปถึง พบชายวัยกลางคนอยู่ในอาการตื่นตกใจ มีท่าทีลุกลี้ลุกลน ในมือถือถุงหิ้วที่ใส่ผ้าเช็ดตัวอยู่ ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้เสียหายอ้างว่าเป็นผู้ทำอนาจารใส่ แต่ชายรายนี้ปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้ทำอะไร แค่มาอบสมุนไพรเท่านั้น แต่เจ้าของร้านไม่เชื่อ เพราะลูกค้าที่เป็นผู้หญิง 3-4 คน ที่กำลังอบสมุนไพร พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชายรายนี้อนาจารด้วยการช่วยเหลือตัวเองให้ดูมุนไพร ลูกค้าแตกตื่น แจ้งตำรวจจับ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้คุมตัวชายรายนี้ไปยัง สภ.เมืองตราด พร้อมแจ้งให้ผู้เสียหายทั้งหมดพบพนักงานสอบสวน เพื่อสอบปากคำ ตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันต่อไป

เจ้าของร้านสมุนไพร กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ มีลูกค้าเป็นผู้หญิงประมาณ 3-4 คน เดินทางเข้ามาใช้บริการอบสมุนไพร และไม่นานก็มีชายรายนี้เข้ามาใช้บริการตามปกติ โดยที่ร้านจะเป็นห้องรวม ไม่มีแบ่งชายหญิง จากนั้นตนเองก็ออกไปซื้อของข้างนอก เมื่อกลับมาจึงทราบข่าวว่า ลูกค้าถูกทำอนาจารใส่ จึงรีบมาดู

และทราบเหตุการณ์ทั้งหมดจากลูกค้าผู้หญิงว่า ชายรายนี้เดินเข้ามาในห้อง แล้วขอถอดผ้าเช็ดตัวออก ก่อนที่จะช่วยเหลือตัวเอง ทำให้ลูกค้าผู้หญิงต้องหนีออกจากห้อง โทรศัพท์แจ้งตำรวจขอความช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งชายและหญิงเข้ามาใช้บริการอบสมุนไพร แต่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เลย

สาว 19 ตายไปแล้ว โทร.ออกได้ไง ตร.เร่งสอบปากคำเพิ่ม ยังไม่ขังผู้ต้องหา

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzMzLzM2NjYwNzAvOS5qcGc=

จากคดีสะเทือนขวัญ หนุ่มแอบซ่อนตัวในห้องน้ำเพราะแอบชอบหญิงสาวเจ้าของห้อง เมื่อหญิงสาวกลับมา ก็เดินออกจากห้องน้ำ เอามีดจี้คอ หวังข่มขืน เหยื่อไม่ยอมจึงกระหน่ำแทงกว่า 20 แผลจนถึงแก่ความตาย หลังจากผู้ต้องหารับสารภาพแล้ว พบหลักฐานใหม่ โทรศัพท์ของผู้ตายโทรออกไปหาเพื่อนผู้ตาย รอสอบปากคำเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ก.ย. 60) ที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบ พ.ต.อรรณพ นวมนาคะ ผกก. สภ.บางบัวทอง สอบถามความคืบหน้าคดี น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี พนักงานคลินิกเสริมความงามชื่อดัง ถูกนายธีระพงศ์ หรือ หนุ่ม อายุ 29 ปี กระหน่ำแทงกว่า 20 แผล เสียชีวิตคาห้องพัก เลขที่ C231 คอนโดแห่งหนึ่ง หมู่ 4 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 60 และสามารถจับตัวผู้ต้องหาได้ เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 60

จากการสอบถาม พ.ต.อรรณพ นวมนาคะ ผกก.สภ.บางบัวทอง ทราบว่า วันนี้ยังไม่ส่งผู้ต้องหาฝากขัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีประเด็นที่ต้องสอบปากคำเพิ่ม คือเรื่องโทรศัพท์ของผู้เสียชีวิตที่มีการโทรออกในช่วงเวลา 09.00 น.ว่า ผู้ใดเป็นคนโทร เพราะจากการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตหลังพบศพ ได้เสียชีวิตมาประมาณ 5 ชม.แล้ว แต่โทรศัพท์มีการโทรออกไปหาเพื่อนผู้เสียชีวิต และจะมีการสอบในประเด็นอื่นๆ พร้อมทั้งรวบรวมหลักฐานให้พร้อมและรัดกุม

ประหารชีวิต! คดีรุมฆ่าถ่วงน้ำ ยธ.พังงา ปี 59

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvNzM5LzM2OTk2MDYvMC5qcGc=
ศาลจังหวัดปากพนัง พิพากษาประหารชีวิต จำเลย 5 คน ในคดีฆ่านายฉวี ยุติธรรมจังหวัดพังงาอย่างโหดเหี้ยม เหตุเกิดเมื่อปี 2559

เมื่อวานนี้ (29 ก.ย.60) ศาลจังหวัดปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1700/ 2559 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 5 จำเลย ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกันฆ่า นายฉวี อายุ 57 ปี ยุติธรรมจังหวัดพังงา ประกอบด้วย

จำเลยที่ 1 นายอดิศักดิ์ อายุ 40 ปี

จำเลยที่ 2 นายวีระเดช อายุ 22 ปี

จำเลยที่ 3 นายสิทธิพงษ์ อายุ 22 ปี

จำเลยที่ 4 นายสุวัฒน์ อายุ 20 ปี

จำเลยที่ 5 นายชัยชนะ อายุ 21 ปี

คดีนี้ศาลพิเคราะห์จากคำให้การของพยานที่เกี่ยวข้องทางคดีที่เจ้าหน้าที่รวบรวมมาแสดงต่อศาลเห็นว่า จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโดยปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัย กลุ่มจำเลยกระทำความผิดละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยการทรมานผิดวิสัยของผู้คนโดยทั่วไป และไร้ซึ่งมนุษยธรรม ความเมตตาปรานี แม้จะมีการอ้อนวอนวิงวอนร้องขอชีวิตจากผู้ตาย ตามคำให้การบางส่วนของจำเลยที่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน

โดยจำเลยที่ 2-5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธในชั้นศาล จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดและไม่ได้ให้การใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี หรือการพิจารณาของศาล อันเป็นพฤติการณ์ที่ไม่มีความสำนึกต่อความผิดที่ได้กระทำ ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลจึงพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งหมด

มีรายงานว่า หลังรับทราบคำพิพากษาประหารชีวิต จำเลยทั้ง 5 คนอยู่ในสภาพหน้าซีดเผือดและเคร่งเครียด

โดยนายฉวี ยุติธรรมจังหวัดพังงา และดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดพังงา ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ตั้งแต่วันที่ 20ส.ค.2559 และญาติมาแจ้งความคนหายเมื่อ 22 ส.ค.2559 ซึ่งขณะนั้นมีข่าวว่า นายฉวี ติดพันผู้หญิงคนหนึ่งที่มีแฟนแล้ว ชื่อ น.ส.นัฐนันท์ ต่อมาแฟนของ น.ส.นัฐนันท์ ได้บังคับให้ล่อลวงนายฉวีมาฆ่า

ซึ่งหลักฐานสำคัญที่สามารถติดตามจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิดได้ คือ ภาพจากกล้องวงจรปิด บันทึกเหตุการณ์ ขณะน.ส.นัฐนันท์ ได้มาพบกับนายฉวีที่ศาลาริมน้ำ ก่อนถูกกลุ่มแฟนหนุ่มของ น.ส.นัฐนันท์ ลวงไปฆ่าที่บ้านของฝ่ายหญิงและยัดศพใส่ถังโบกปูนทับก่อนนำไปถ่วงนํ้าในคลอง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราชเพื่ออำพรางศพ โดยหลังจากเป็นคดีต้องใช้เวลากว่า 10 วันจึงสามารถพบศพ